2005/Dec/20

กลับมาจากไปเที่ยวได้เกือบอาทิตย์แล้ว แต่ไม่มีโอกาสได้เขียนซะที วันนี้เลยขอเล่าเรื่องที่ทีลอเลให้ฟังซักหน่อยแล้วกันนะ (แบบว่าอยากเล่าน่ะ) อาจจะเล่าแค่คร่าวๆเพราะเดี๋ยวเขมคงจะทำเวบอีก ในนั้นคงมีรายละเอียดเยอะกว่า
เริ่มตั้งแต่การนั่งรถจากหมอชิตไปแม่สอดซึ่งใช้เวลาประมาณ 8 ชั่วโมง ไม่เคยนั่งรถทัวร์นานขนาดนี้มาก่อนเลย เมื่อยมากๆ แล้วก็นั่งรถกระบะจากแม่สอดไปอุ้มผางอีกประมาณ 160km ผ่านโค้งมรณะ 1219 โค้งทำเอาเพื่อนเราย่ำแย่ไปหลายคนเชียวล่ะงานนี้ แล้วเราก็เดินทางไปทีลอเลโดยการนั่งเรือยางไป มีไกด์ 2 คนเป็นคนพายเรือให้ ก็เลยได้นั่งชมวิวกันสบายใจอยู่เกือบสองชั่วโมงจนเกือบหลับแน่ะ (ถ้าไม่ติดว่าแดดร้อนคงหลับไปแล้ว) ในที่สุดเราก็ได้เจอแก่ง ได้เล่นล่องแก่งซะที ตอนเจอแก่งแรกดูน้ำยังไม่เชี่ยวมากเท่าไหร่ก็แอบคิดอยู่เหมือนกันว่าอยากพายเรือเองจัง แต่พอเริ่มเจอแก่งหลังๆก็เริ่มสำนึกว่าดีแล้วล่ะที่มีคนพายให้ ไม่งั้นเราคงได้คว่ำเรือแน่ๆ ผ่านมาถึงแก่งสุดท้ายด้วยความสนุกสนานและเปียกโชก ก็เป็นเวลาประมาณ 5โมงเย็น พวกเราเลยต้องหาที่กางเต๊นท์ก่อนฟ้าจะมืด เพราะไกด์บอกว่าจากที่นี่ไปทีลอเลใช้เวลาประมาณชั่วโมงกว่าก็เลยตัดสินใจพักกันที่แก่งสุดท้ายที่มีชื่อว่าแก่งคนมอง ที่พักของเราเป็นเหมือนชายหาดขนาดย่อมแล้วก็ไม่มีคนกลุ่มอื่นอยู่ เลยกลายเป็นหาดส่วนตัวของพวกเราไป เนื่องจากแต่ละคนก็ตัวเปียกจากการล่องแก่งมาแล้ว ก็เลยลงเล่นน้ำซะเลย น้ำเย็นมากๆ อากาศก็หนาว ที่นี่ไม่มีห้องน้ำจะอาบน้ำก็ต้องอาบในน้ำตกเนี่ยแหละ เกิดมาเพิ่งจะเคยได้อาบน้ำสระผมในน้ำตกก็คราวนี้ พออาบน้ำเสร็จเราก็รีบเปลี่ยนชุดเลย เพื่อนคนอื่นๆก็ยังคงเล่นน้ำท่ามกลางความหนาวต่อไป แต่เราขอมานั่งผิงไฟจะดีกว่า สู้ความหนาวไม่ไหว ระหว่างที่พวกเราเล่นกันอยู่ไกด์ของเราก็ทำหน้าที่อย่างดี ทั้งกางเต๊นท์ ทำอาหารให้ เป็นการเข้าป่าที่สบายอะไรอย่างนี้ อาหารที่เค้าทำก็อร่อยมากๆ ที่นอนก็เตรียมมาอย่างดีมีผ้าปูรองอีกต่างหาก หลับสบายเลยเรา
เช้าวันต่อมาระหว่างรอเวลาที่จะไปทีลอเลพวกเราก็ออกไปพายเรือเล่นกัน เห็นเค้าพายกันดูเหมือนจะง่าย พอไปพายกันเองเกือบกลับเข้าฝั่งไม่ได้ซะแล้ว พอไกด์จัดการเก็บของเสร็จเราก็นั่งเรือไปทีลอเลกันต่อ อากาศตอนเช้าเย็นสบายมาก แดดก็ไม่ร้อน คราวนี้เลยได้นอนเล่นไปตลอดทาง มีไกด์อยู่คนนึงที่เค้าทำเบ็ดตกปลามาตกระหว่างทาง เลยมีเรื่องให้ตื่นเต้นเป็นระยะๆเวลามีปลามาติดเบ็ด สงสัยว่าเค้าทำได้ยังไงแค่เหวี่ยงเบ็ดลงน้ำ เหวี่ยงไปเหวี่ยงมาก็ได้ปลาแล้ว ท่าทางเค้าคงอยู่ในป่าได้สบายๆไม่อดตายแน่ๆ ซักชั่วโมงกว่าๆเราก็มาถึงทีลอเล ตัวน้ำตกดูเล็กกว่าที่คิดเยอะเลย คิดว่าถ้าน้ำเยอะกว่านี้คงจะสวยกว่านี้ ตรงที่น้ำตกลงมามีหินก้อนใหญ่เหมือนเป็นแท่นใต้น้ำตกน่าเข้าไปนั่งมากเลย แต่เชือกที่ผูกเรือเอาไว้สาวเรือกลับมันยาวไม่ถึงเลยอดเข้าไป ทีลอเลอยู่แค่เอื้อมแท้ๆ รู้สึกเหมือนไปไม่ถึงเลยอ่า พอสนุกกับทีลอเลพอแล้วก็ถึงเวลาเดินทางกลับอันแสนทรมาน เราต้องเดินเป็นระยะทางประมาณ 30km แถมทางเดินก็สุดโหดเลย บางช่วงก็ทั้งชันทั้งแคบ แถมยังมีขี้ช้างอยู่ตลอดทาง เริ่มเดินทางประมาณเที่ยงครึ่ง แรกๆก็เดินไปพักไปด้วยความเหนื่อย คงเพราะไม่ได้ออกกำลังกายกันเลยร่างกายเลยไม่ฟิต พอหลังๆเริ่มอยู่ตัวก็เริ่มพักน้อยลง ตอนประมาณ 5 โมงกว่าๆ เดินมาเจอน้ำตกอันนึงคิดว่าชื่อห้วยหินแดงนะ สวยมากๆ มีหลายชั้น แล้วก็ยาวเชียวล่ะ พวกเราก็เหนื่อยกันพอสมควรพอเจอที่เหมาะที่จะลงเล่นน้ำได้บวกกับคำพูดของไกด์ที่ว่าอีก 3km ถึง ก็เลยขอลงเล่นน้ำนิดนึงละกัน พอ 6 โมงเย็นไกด์ก็เลยต้องเร่งให้เดินต่อก่อนที่จะมืดไปกว่านี้ ในป่าฟ้ามืดเร็วมากๆ พอเราเดินมาได้ไม่นานก็มืดหมดแล้ว ด้วยความประมาทของเราที่คิดว่าคงเดินถึงก่อนมืด ไฟฉายจึงขึ้นไปอยู่บนหลังช้างกับสัมภาระหมดแล้ว เป็นการเดินที่ทรมานสุดๆ หิวก็หิว ไม่มีอะไรให้กินเลย รอบๆก็มืดมองอะไรไม่เห็น เท้าก็เจ็บเพราะรองเท้ากัด ปวดขาจนแทบจะก้าวไม่ออกแล้ว แต่ก็ต้องกัดฟันเดินต่อไปเรื่อยๆ ทางระยะสุดท้ายนี่โหดสุดๆ ทางแคบแถมยังมีเหวอีก การเดินในความมืดขนาดนี้อันตรายสุดๆ ในใจคิดอยู่ว่าจะรอดมั๊ยเนี่ยเรา จนประมาณทุ่มกว่าๆ เราก็มาถึงจุดหมายที่มีรถมารับ ดีใจสุดๆเลย ที่รถเตรียมไส้กรอกอีสานกับน้ำโค้กไว้ให้ ไอ้ที่ไม่เคยคิดจะกินมาก่อนก็จ้วงก่อนเลยด้วยความหิว เพิ่งรู้ว่าไส้กรอกอีสานมันอร่อยขนาดนี้ แล้วก็นั่งรถกลับมาอุ้มผางอย่างปลอดภัย แม้ว่าลมจะเย็นจนหนาวไปซักหน่อยแต่ก็ดีกว่าการเดินเมื่อกี๊เยอะเลย
วันต่อมาก็ไปดูทะเลหมอกที่ดอยหัวหมด ต้องเดินขึ้นเขาไปเล็กน้อย แต่ทางเดินนี่ชันมากๆ แถมมีแต่ทรายล้วนๆ เดินแล้วจะลื่นล้มตลอดทาง รู้สึกไม่ค่อยคุ้มกับการปีนขึ้นไปดูเท่าไหร่ เพราะว่าเห็นหมอกมาตลอดทาง แต่ไหนๆก็มาแล้วก็ต้องมาดูซะหน่อย อย่างน้อยก็มาอยู่กับธรรมชาติอีกซักหน่อยก่อนกลับกรุงเทพระหว่างทางกลับแม่สอดได้แวะตลาดริมเมยซึ่งอยู่บริเวณพรมแดนไทย-พม่า ตอนแรกนึกว่าตลาดจะใหญ่กว่านี้ ของขายก็ไม่เยอะเท่าไหร่ มีพวกเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องประดับ ผ้า ขนม แล้วก็ไม้เป็นส่วนใหญ่ ที่คิดว่าจะซื้อของฝากก็เลยไม่ได้ซื้ออะไรกลับไปเลย เพราะราคาไม่ถูกกว่ากรุงเทพเท่าไหร่
สรุปแล้วการเดินทางคราวนี้ถือว่าคุ้มค่ากับประสบการณ์ใหม่ๆที่ได้ (ถึงมันจะทำให้เราจนไปทั้งเดือนก็เถอะ) ประทับใจกับการเที่ยวครั้งนี้มากๆเลย

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
เสียดายโอกาสไม่พร้อมเลยไม่ได้ไป
#1  by  BoY (58.64.127.163) At 2005-12-20 15:55, 
อะนะ โหดสุดจี๊ด เห้นแล้วสงสาร สาวๆเลยหละ
#2  by  หมูทอดซามะ At 2005-12-20 22:25, 
ฮิ้วๆๆๆ
ปาสบกานๆๆ
#3  by  bAnANa^_^ (61.47.97.30) At 2005-12-22 21:56, 
อยากไปบ้างจัง
#4  by  หน่อย (58.10.8.101) At 2005-12-31 10:53, 

<< Home